Skip links
View
Drag

Tech Talk

ภาษา Rust ภาษาโปรแกรมมิ่งที่อาจจะเป็นอนาคตของวงการไอที

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้วงการไอทีจะพบว่าความนิยมของภาษาเปลี่ยนไปมาก โครงการใหม่ๆ อย่าง Kubernetes นั้นใช้ภาษา Go ในการพัฒนาแทบทั้งระบบ แต่อีกภาษาหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือภาษา Rust ภาษา Rust สร้างโดยวิศวกรของ Mozilla ผู้ดูแลโครงการเบราว์เซอร์ Firefox มันถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับภาษา C/C++ จนสามารถใช้งานพัฒนาซอฟต์แวร์พื้นฐานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น เอนจินของเบราว์เซอร์ หรือจะเป็นระบบปฎิบัติการ จุดเด่นของภาษา Rust คือการป้องกันการใช้หน่วยความจำผิดพลาด ที่เป็นปัญหาที่พบบ่อยในการเขียนโปรแกรมภาษา C โดยโครงสร้างภาษาไม่อนุญาตให้ใช้งานตัวแปรที่เลิกใช้งานไปแล้ว ฟีเจอร์เช่นนี้คล้ายกับฟีเจอร์ในภาษายุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Java, Python, หรือ Go แต่ Rust ใช้เทคนิคการจัดการหน่วยความจำรูปแบบที่ต่างออกไป ทำให้โปรแกรมไม่ต้องหยุดการทำงานมาจัดการหน่วยความจำ ภาษายุคใหม่อย่าง Java, Go, Python นั้นจะเรียกโค้ดส่วน garbage collector (GC) ขึ้้นมาตรวจสอบการใช้ตัวแปรเป็นช่วงๆ หากพบว่าตัวแปรไม่ได้ใช้งานแล้วก็จะกวาดตัวแปรเหล่านั้นออกจากระบบ จังหวะที่ GC ทำงานโปรแกรมรวมก็จะช้าลงไป แม้จะเล็กน้อยแต่ก็อาจจะกระทบต่อประสิทธิภาพระบบได้ แต่ Rust นั้นไม่มี GC ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานค่อนข้างนิ่งตลอดเวลา บริษัทใหญ่ๆ ให้ความสนใจที่จะใช้ Rust ในโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ ไมโครซอฟท์เริ่มใช้ภาษา Rust สำหรับพัฒนาเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัย, Cloudflare ใช้พัฒนาโปรแกรมแก้ไข HTML, 1Password โปรแกรมจัดการรหัสผ่านก็พอร์ตบางโมดูลไปแล้ว, กูเกิลเองใช้ Rust กับแอปพลิเคชันขนาดเล็กบนบอร์ด IoT, และล่าสุดบริการแชตยอดนิยมอย่าง Discord ก็ใช้ Rust สำหรับเซิร์ฟเวอร์แจ้งเตือนผู้ใช้เวลามีข้อความใหม่ หรือฝ่ายตรงข้ามอ่านข้อความแล้ว โดยระบุว่าคุณภาพการให้บริการนั้นเสถียรกว่าเดิมมาก – – –โดยวสันต์ ลิ่วลมไพศาลChief Technology Officer, MFEC

admin mfec

admin mfec

Visualization กับการสื่อสารเหตุการณ์ Coronavirus

ข่าว Coronavirus ที่ระบาดออกมาจากเมืองอู่ฮั่นประเทศจีนสร้างความวิตกเป็นวงกว้าง แต่ก็เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการวิกฤติได้บางส่วน ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วนเข้าใจง่าย เช่นกระทรวงสาธารณะสุขของไทย มีหน้าจอเฝ้าระวังเชื้อ nCoV-2019 นี้โดยเฉพาะ ทำให้ประชาชนสามารถมองเห็นได้ว่าโรคแพร่ไปในบริเวณใด และมีผู้ป่วยมากน้อยแค่ไหน ขณะที่สาธารณะสุขของสิงคโปร์มีการรายงานข้อมูลผู้ป่วยค่อนข้างละเอียดโดยแจ้งวันที่ผู้ป่วยเดินทางมาถึงสิงคโปร์, พื้นที่ที่พักอาศัย, และโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา ข้อมูลเหล่านี้หากอ่านจากข้อความก็จะนึกภาพตามได้ยาก จึงมีผู้นำข้อมูลทั้งหมดมาพล็อตเป็นแผนที่บนเว็บ https://sgwuhan.xose.net/ ทำให้สามารถดูได้โดยง่ายว่ามีพื้นที่ไหนอยู่ในความเสี่ยงบ้าง การนำเสนอข้อมูลในรูปกราฟิกเช่นนี้ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถรับข้อมูลจำนวนมากได้ง่ายขึ้น สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำ ในประเทศไทยเองช่วงเหตุการณ์ฝุ่น PM2.5 ก็มีแอปสร้างแผนที่ฝุ่นออกมามากมาย ทำให้เราสามารถตัดสินใจใส่หน้ากากออกจากบ้านในช่วงเวลาที่ไม่ปลอดภัย จะเห็นว่าการสร้าง dashboard ที่สื่อสารข้อมูลได้ครบถ้วน ทั้งในเวลาปกติและเวลาฉุกเฉินเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากต่อจากการสร้างระบบรายงานและจัดเก็บข้อมูลที่ดี – – –โดยวสันต์ ลิ่วลมไพศาลChief Technology Officer, MFEC

admin mfec

admin mfec

Visualization กับการสื่อสารเหตุการณ์ Coronavirus

ข่าว Coronavirus ที่ระบาดออกมาจากเมืองอู่ฮั่นประเทศจีนสร้างความวิตกเป็นวงกว้าง แต่ก็เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการวิกฤติได้บางส่วน ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วนเข้าใจง่าย เช่นกระทรวงสาธารณะสุขของไทย มีหน้าจอเฝ้าระวังเชื้อ nCoV-2019 นี้โดยเฉพาะ ทำให้ประชาชนสามารถมองเห็นได้ว่าโรคแพร่ไปในบริเวณใด และมีผู้ป่วยมากน้อยแค่ไหน ขณะที่สาธารณะสุขของสิงคโปร์มีการรายงานข้อมูลผู้ป่วยค่อนข้างละเอียดโดยแจ้งวันที่ผู้ป่วยเดินทางมาถึงสิงคโปร์, พื้นที่ที่พักอาศัย, และโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา ข้อมูลเหล่านี้หากอ่านจากข้อความก็จะนึกภาพตามได้ยาก จึงมีผู้นำข้อมูลทั้งหมดมาพล็อตเป็นแผนที่บนเว็บ https://sgwuhan.xose.net/ ทำให้สามารถดูได้โดยง่ายว่ามีพื้นที่ไหนอยู่ในความเสี่ยงบ้าง การนำเสนอข้อมูลในรูปกราฟิกเช่นนี้ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถรับข้อมูลจำนวนมากได้ง่ายขึ้น สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำ ในประเทศไทยเองช่วงเหตุการณ์ฝุ่น PM2.5 ก็มีแอปสร้างแผนที่ฝุ่นออกมามากมาย ทำให้เราสามารถตัดสินใจใส่หน้ากากออกจากบ้านในช่วงเวลาที่ไม่ปลอดภัย จะเห็นว่าการสร้าง dashboard ที่สื่อสารข้อมูลได้ครบถ้วน ทั้งในเวลาปกติและเวลาฉุกเฉินเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากต่อจากการสร้างระบบรายงานและจัดเก็บข้อมูลที่ดี – – –โดยวสันต์ ลิ่วลมไพศาลChief Technology Officer, MFEC

admin mfec

admin mfec

Tags

PDPA หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำคัญอย่างไร ? ทำไมต้องรู้ ? ตอนที่ 1 

PDPA หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำคัญอย่างไร ? ทำไมต้องรู้ ? เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ PDPA PDPA ย่อมาจาก Personal Data Protection Act หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล แม้ว่าชื่อของ พ.ร.บ. ทำให้มองไปที่ “การคุ้มครอง” ข้อมูลส่วนบุคคล แต่ใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กลับมุ่งเน้นไปที่องค์กร หน่วยงาน หรือนิติบุคคลให้มี “มาตรฐาน” ในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เมื่อมีความจำเป็นต้องขอใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบไปถึงการรักษาความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องสมบูรณ์ (Integrity) และความพร้อมใช้งาน (Availability) ของข้อมูลส่วนบุคคล ที่ก่อให้เกิดแนวโน้มให้เกิดผลกระทบเชิงลบหรือความเสียหายในระดับบุคคลหรือองค์กร PDPA มีความสำคัญอย่างไร ? เหตุผลที่ประเทศไทยต้องมี พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นยุคที่ธุรกิจต่างต้องการข้อมูลลูกค้าที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาสินค้าและการบริการขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ , ที่อยู่ , เบอร์โทรศัพท์ , อีเมล หรือแม้แต่ใบหน้า และเสียงของตัวบุคคล ล้วนแต่เป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ในแต่ละองค์กรจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้า เพื่อความน่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าด้วย ประเด็นสำคัญของ PDPA การเก็บ ใช้ เปิดเผย และถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอม ยกเว้นจะมีเหตุอื่นที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งความยินยอมนั้นต้องให้โดยอิสระ เฉพาะเจาะจง และชัดแจ้ง และเจ้าของข้อมูลสามารถถอนความยินยอมได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องแจ้งเหตุให้เจ้าของข้อมูลทราบภายใน 72 ชั่วโมง ข้อมูลส่วนบุคคลประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? รูปแบบของข้อมูลที่หน่วยงานมีการจัดเก็บ คือ ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ได้แก่ ชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่าย ประวัติการทำงาน และอายุ (หากเป็นเด็ก จะต้องระบุผู้ปกครองได้ และรับ consent จากผู้ปกครอง) นอกจากนั้นก็ยังมี Personal Data Sensitive ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนที่มีการควบคุมเข้มงวดขึ้นมาอีกขั้น ได้แก่ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ความคิดเห็นทางการเมือง (เช่น social media monitoring tools ที่จับประเด็นการเมือง) ความเชื่อทางศาสนา หรือ ปรัชญา (เช่น บันทึกการลาบวช ของพนักงาน) พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม สุขภาพ ความพิการ สหภาพแรงงาน พันธุกรรมชีวภาพ ข้อมูลสุขภาพ (เช่น ใบรับรองแพทย์) หรือข้อมูลอื่นใดที่กระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะประกาศกำหนด

admin mfec

admin mfec

Tags

PDPA หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำคัญอย่างไร ? ทำไมต้องรู้ ? ตอนที่ 2

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ PDPA เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการและผู้ปฎิบัติงานทั้งภาครัฐและเอกชน ควรศึกษาบทบาทและสิทธิของผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. บุคคลทั่วไปในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ควรจะตระหนักและเข้าใจสิทธิของตนเอง อ่านข้อกำหนด วัตถุประสงค์ให้ละเอียดก่อนยินยอมให้ข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีอะไรบ้าง? สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) สิทธิในการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (Right of access) สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล (Right to data portability) สิทธิคัดค้านการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Right to object) สิทธิขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวตนได้ (Right to erasure; also known as right to be for-gotten) สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล (Right to restrict processing) สิทธิการขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (Right of rectification)ทั้งนี้ ควรเก็บบันทึกหลักฐานไว้ หากพบว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ที่ตกลงกัน ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 2. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล คือบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อรับมือกับพ.ร.บ.นี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจจะเริ่มจากการตั้งงบประมาณและขอความสนับสนุนจากผู้บริหารสำหรับการเสริมความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นจัดตั้งกลุ่มผู้ดูแล (Data Protection Officer) ในองค์กรให้ดำเนินการกำหนดประเภท แจกแจงข้อมูล ชี้แจงวัตถุประสงค์ ทบทวน Data Protection Policy และจัดเตรียมข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนจัดทำเอกสารมาตรการความปลอดภัย นอกจากนี้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนากระบวนการแจ้งเตือน (Breach Notification) และออกแบบระบบ บริการและผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน (Privacy by Design & Security by Design) พร้อมมุ่งเน้นให้พนักงาน บุคลากร และลูกค้าตระหนักเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมจัดอบรมให้ความรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคลากรในองค์กร ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่เก็บ ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เป็นผู้ดำเนินการจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยข้อมูลให้มีความเหมาะสม จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายงาน และเมื่อเกิดเหตุละเมิดจะต้องแจ้งแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลให้ทราบ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ฉบับนี้จะใช้บังคับกับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าการเก็บข้อมูล การใช้ข้อมูล หรือการเปิดเผยข้อมูลจะเกิดขึ้นในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม หากกระทำผิดจะต้องได้รับบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องควรปฏิบัติดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดรัดกุม บทลงโทษของผู้กระทำความผิดโทษทางอาญา– จำคุกสูงสุด 1 ปี– ปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โทษทางแพ่ง– จ่ายค่าเสียหายตามจริง รวมถึงค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษสูงสุดสองเท่าของค่าเสียหายตามจริง โทษทางปกครอง– ปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท

admin mfec

admin mfec

Tags

จริงหรือไม่? ที่ข้อมูลบัตรประชาชนหลุดเป็นแค่เรื่องจิ๊บ ๆ

จากกระแสเรื่องข้อมูลหน้าบัตรประชาชนหลุดที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ ทำให้หลายๆ คนอดกังวลไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง MFEC เล็งเห็นความสำคัญถึงการให้ความรู้เพื่อเป็นการเตือนและเพิ่มการตระหนักถึงความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล และได้รับเกียรติจากคุณธนะพงษ์ จุลธรรมาศน์ (Information Security Director) มาเป็นผู้แนะนำในครั้งนี้ หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ Information security กับธุรกิจในองค์กรของท่าน ——– สามารถติดต่อหรือขอคำปรึกษาได้ที่ channel@mfec.co.th

admin mfec

admin mfec

ยกระดับองค์กรของคุณให้เป็นองค์กรที่ทันสมัยด้วย CISCO Spark

Cisco Spark เป็น Application ที่สามารถรับส่งข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ รวมถึงสามารถโทรหากันได้ และประชุมผ่านทางวีดีโอได้อีก ซึ่ง Application นี้ถือว่าเป็น Collaboration ที่อยู่บน Cloud ที่สามารถทำงานโดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือทั้ง iOS และ Android ของแต่ละคน และสามารถใช้งานได้กับเครื่อง Desktop ผ่านระบบปฏิบัติการ Windows และ MAC OSX หรือเล่นผ่าน Web Browser ซึ่งทาง Cisco ออกแบบมาเพื่อต้องการให้ทุกๆคน สามารถทำงานเป็นทีม และประชุมงานผ่านทางวีดีโอ โดยไร้ข้อจำกัดในเรื่องของเวลาและสถานที่ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเดินทาง และการเช่าสถานที่จัดประชุม ใช้ Chat Application อื่นอยู่แล้ว จำเป็นต้องเสียเงินซื้อ Cisco Spark ทำไม? Cisco Spark ทำงานบน Cloud ดังนั้นข้อมูลทุกอย่างถูกจัดเก็บไว้อย่างความปลอดภัย และข้อมูลไม่มีการสูญหาย แม้เวลาจะผ่านไปนานมากๆ ก็ตาม ทำให้สามารถย้อนดูข้อความเก่าๆ, ไฟล์งาน, รูป หรือ Idea ที่เคยวาดไว้ผ่านทาง whiteboard ของ App cisco spark ได้ และยังมีการเข้ารหัสยืนยันความปลอดภัยของบุคคลที่ใช้งาน รวมถึงคนที่เป็นแอดมิน หลักในการสร้างกลุ่มสามารถสั่งลบข้อความทั้งหมดได้ Cisco Spark มี Endpoint ที่เป็น Room Device สำหรับติดตั้งในห้องประชุม ทำให้การประชุมผ่าน video conference มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Cisco Spark สามารถ Share screen รวมถึงการ Control Device ของคนที่ Share Screen ได้ และบันทึก Video การประชุมได้ Cisco Spark สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ VDO Conference มาตรฐาน SIP or H.323 ที่มีอยู่เดิมได้ Cisco spark เปิดให้ใช้งาน API จึงทำให้สามารถพัฒนา Cisco Spark ไป Integrate กับระบบต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการขององค์กรได้ สามารถเลือกใช้ Bot ต่างๆ เช่น Bot translator เพื่อช่วยในการแปลภาษาในการสนทนา หรือ Poll Bot เพื่อช่วยทำ Poll ให้ และยังสามารถพัฒนา Bot มาใช้เองได้ด้วย Cisco Spark นี้สามารถช่วยทำให้ระบบการทำงานคล่องตัว เพื่อเข้ากับไลฟ์สไตล์การทำงานของแต่ละคน เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานหรือลดการจ่ายค่า Maintenance ต่างๆ ซึ่งทาง MFEC เป็นตัวแทนจำหน่าย ที่พร้อมให้บริการติดตั้ง และแนะนำการใช้งาน รวมถึง MFEC ยังมี Application เสริม

admin mfec

admin mfec

PETYA – Malware เรียกค่าไถ่ตัวใหม่ โหดกว่า Wannacry

PETYA ระบาดหนักอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นเริ่มต้นที่ประเทศยูเครน และตามด้วยประเทศรัสเซีย ซึ่ง PETYA นี้เป็น Ransomware คล้ายกับ Wannacry แต่โหดกว่า ตรงที่หลังจากติดแล้ว จะเข้ารหัสดิสก์ บูตเครื่อง แล้วจะใช้ทำงานอะไรไม่ได้เลย มีแต่ตัวอักษรแดงเท่านั้น จริงๆ แล้ว Malware ตัวนี้เป็นตัวเก่าเล่าใหม่ แต่มีการพัฒนาโดยใช้การแพร่กระจายผ่านช่องโหว่ SMBv1 ซึ่งเป็น ช่องทางเดียวกับ Wannacry  ซึ่งในประเทศไทยเริ่มติด Virus นี้แล้วตั้งแต่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา การทำงานของ PETYA PETYA เคยแพร่ระบาดมาแล้วเมื่อกลางปี 2559 และหลักของมันไม่ใช่การล๊อค File ข้อมูลด้วยการเข้ารหัสลับเหมือน Malware อื่นๆ ทั่วไป แต่จะเข้าไปล๊อครหัสลับ Master File Table (MFT) ในระดับ Partition ของ Harddisk ที่ใช้ระบุตำแหน่งชื่อและเนื้อหาของไฟล์ ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเปิดระบบปฏิบัติการขึ้นมาใช้งานได้ โดยเหยื่อจะต้องจ่ายเงิน  300 USD เป็น Bitcoin เพื่อปลดล็อกรหัส แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ email ของผู้พัฒนา Malware ตัวนี้ ได้ถูกระงับ ทำให้เหยื่อไม่สามารถขอกุญแจเพื่อปลดล๊อคได้ คงมีทางเลือกเดียวสำหรับคนที่ได้รับ Malware นี้ คือถอด Harddisk เดิมแล้วซื้อใหม่ เผื่อจะมีคนสามารถกู้หรือปลด Malware นี้ได้ในอนาคต และระหว่างเข้ารหัสลับ Maleware จะตั้ง Task Schedule เพื่อสั่งให้เครื่อง restart โดยอัตโนมัติภายในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมง และพยายามดักรหัสผ่านบัญชีผู้ดูแลระบบในเครือข่ายเพื่อใช้เป็นช่องทางในการแพร่กระจายต่อไปยังบุคคลอื่นๆ PetWrap หรือ PetrWrap เป็นชื่อที่เรียกอย่างไม่เป็นการทางการของ PETYA สายพันธ์ใหม่นี้ มันได้พัฒนาการแพร่กระจายโดยผ่านช่องโหว่ SMBv1 เหมือน Wannacry ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้ Update Patch มีโอกาสที่ได้รับ Malware นี้ได้ ข้อแนะนำในการป้องกัน เริ่มต้นด้วยปิดการเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมด ก่อนเปิดเครื่อง และลง Patch ในข้อ 2 แล้วทำการ restart เครื่อง สำหรับเครื่องที่มี Operating System ได้แก่ Windows Vista, Windows Server 2008 ถึง 2010 และ Windows Server 2016 สามารถ Download Patch ได้ที่  https://technet.microsoft.com/en-us/library/security/ms17-010.aspx  และสำหรับเครื่องที่มี Operating System ได้แก่ Windows XP และ Windows Server 2003 สามารถ       Download Patch ได้ที่  https://blogs.technet.microsoft.com/msrc/2017/05/12/customer-guidance-for-wannacrypt-attacks/ Update ติดตั้ง Anti-Virus

admin mfec

admin mfec

ตลาด Cloud เนื้อหอม Alibaba Cloud บุกตลาดเอเชียแปซิฟิกสู้ AWS

เกาะติดความเคลื่อนไหว Alibaba ยักษ์ใหญ่วงการอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีน กับบทบาทผู้ให้บริการ Cloud Computing Service ล่าสุดเปิดศูนย์DataCenter แห่งใหม่ในอินเดียและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะขยายศูนย์ Data Center เพิ่มอีก 2 แห่งภายในเดือนมีนาคม 2561 นี้ ถือเป็นความต่อเนื่องของเมกะโปรเจกต์ของ Alibaba Cloud ตอกย้ำสู่เป้าหมายการสร้างศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตหรือ Data Center 15 แห่งทั่วโลก โดยที่ยักษ์ใหญ่รายนี้ ได้ตั้งเป้าทำตลาดในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (SME) เป็นหลัก เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และง่ายขึ้นต่อธุรกิจของกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา Alibaba Cloud ได้ร่วมกับ Singtel ในการช่วยให้ธุรกิจ SME ต่างๆ ของ Singapore ย้ายระบบขึ้น Alibaba Cloud ภายใต้ Campaign ที่ชื่อว่า 99% SME  โดยวางจุดแข็งในการแข่งขันกับตลาด Cloud Provider อื่นๆ ด้วยกลยุทธ์ เข้าใจในวัฒนธรรมและความต้องการเชิงลึกในตลาดของคนเอเชีย ที่มีมากกว่า Cloud Provider อื่นๆ 99% SME เป็นโครงการที่สนับสนุนให้ธุรกิจ SME พัฒนาธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการธุรกิจ Online  การทำตลาด Online ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท Singtel และธนาคาร DBS ให้การสนับสนุนเงินลงทุน และจัดโปรโมชั่นต่างๆ เปิดงบ Alibaba Cloud ปีล่าสุดโต 70% ขึ้นอันดับ 6 ในอุตสาหกรรม  ในปีงบประมาณ 2560 ของ Alibaba ธุรกิจ Alibaba Cloud เติบโตขึ้น 70% จากปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าที่ใช้งานถึง 874,000 บัญชีใช้งาน โดยมีทั้งกลุ่มลูกค้า SME, StartUp และองค์กรขนาดใหญ่ แต่หากเปรียบเทียบยักษ์ใหญ่ Cloud Provider อย่าง Amazon Web Services (AWS) อาจจะใช้คำว่ายังห่างไกล ทั้งทางด้านการรองรับเทคโนโลยีต่างๆ หรือส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งปัจจุบัน Alibaba Cloud สามารถทำรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมาด้วย 254 ล้านดอลล่าร์  ในขณะนี้ AWS มีรายได้ถึง 3.53 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจากผลการจัดอันดับ Alibaba Cloud ถือเป็นอันดับ 6 ในตลาดอุตสาหกรรมนี้ ตามหลัง AWS, Microsoft, Google, IBM และ Salesforce แต่ด้วยกลยุทธ์ China Connect เน้นการให้บริการสำหรับธุรกิจที่ต้องการทำตลาดกับประเทศจีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่สำหรับนักลงทุนต่างๆ ก็ทำให้ Cloud Provider อื่นๆ ต้องแข่งขันอย่างหนักในตลาดภูมิภาคนี้ สำหรับประเทศไทย

admin mfec

admin mfec

Cisco เผยใต้ฟ้า Cloud ยังมีเรื่องราวที่ควรรู้

หากคุณเป็นอีกคนที่เชื่อว่า Cloud Computing จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นที่มาพร้อมกับโอกาสทองทางธุรกิจ แต่ภายใต้ความเชื่อนั้นยังมีความสงสัยบางอย่างปนอยู่จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “องค์กรของเราใช้ Cloud อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพจริงหรือไม่” เพื่อป้องกันการนำ Cloud ไปใช้แบบไม่เต็มศักยภาพ หรือใช้ให้เป็นเพียงแค่ Data Center นิตยสารอะเบาท์อิทจึงได้นำบทความของผู้บริหารบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ Mr.Fabio Gori ,Director Worldwide Cloud Marketing มาแปลและเรียบเรียงให้คุณได้เข้าใจรูปแบบการใช้งานระบบ Cloud อย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์โดยแท้จริง เรากำลังใช้   Cloud  ให้เป็นเพียงแค่ Data Center หรือไม่? จากการที่ผู้บริหาร Google , Mr. Urs Hölzle ได้ออกมาเผยผลสถิติของ RightScale ที่ระบุว่า ผู้ใช้ Cloud ไม่ได้ใช้Cloud อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เสียทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ Cloud ไปกว่า 45% แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะไม่ได้ต่างจากการใช้ Data Center แบบเดิมซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-30% ของ Capacity แต่ด้วยโมเดลของ Cloud ที่เป็นแบบ Pay-per-use ผู้ใช้สามารถวางแผนและจ่ายเฉพาะส่วนที่ใช้งานจริง ซึ่งนั้นทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่า Cloud จะนำมาซึ่งประโยชน์ถึง 100% และลดต้นทุนเมื่อเทียบกับ Data Center แบบเดิม ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร? ปัญหาที่แท้จริงคือ หลายองค์กรยังใช้ระบบ Cloud แบบเดียวกับการใช้ Data Center เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กร โดยขอยกตัวอย่างเหล่านี้ มีการจอง resource ของเครื่อง Virtual ไว้ ถึงจะยังไม่การ provision จริงก็ตาม การใช้งานของ VM เน้นการสร้างเครื่อง Virtual ขึ้นมาใหม่ แต่ไม่ได้เน้นการลดจำนวนเครื่องลง เช่น ในขณะที่ developer ทำ test workload นั้น developer ก็มักจะไปสร้างเครื่องขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้ไม่รู้ว่าเครื่องไหนกำลัง active อยู่ หรือไม่ได้ใช้แล้ว ปัญหาเรื่องของการเลือกขนาดของเครื่อง Virtual ให้เหมาะสมกับปริมาณงาน ผู้ใช้มักจะ provision เกินความจำเป็น ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีทางเลือกอื่นที่ลดต้นทุนลงมา และพอเพียงกับความต้องการ นอกจากนี้เรื่องการจัดการ Lifecycle ของ application  เช่น การเขียนสคริปขึ้นเอง เพื่อสร้าง cloud-specific VM images และมักจะต้องเขียน application เพื่อให้สอดคล้องกับ API รวมถึง services ของผู้ให้บริการ Cloud นั้นจะทำให้การบริหารจัดการยุ่งยากมากเวลาที่ต้องมีการแก้ไขใดๆ ลูกค้ารายหนึ่งของซิสโก้เปิดเผยว่า “กระบวนการที่จะปรับ component เพียงแค่อย่างเดียวใน application นั้น ทำให้ทีมต้องเขียนโค้ดมากถึง 1200 บรรทัด และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของ application ส่งผลถึงการที่ทีมต้องแก้ไขและเขียนขึ้นใหม่อีกถึง 20%” โดยการปรับโค้ดดังกล่าวล้วนเป็นการเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายในระบบ Cloud ทั้งสิ้น การที่ผู้ให้บริการ Cloud

admin mfec

admin mfec