
by K.Pojnat Pashaiyad, Head of Co-Creation Business, MFEC

ตลาด Software ในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ จากงานสัมมนา “Thailand Software Market Outlook Structure: Japan-Thailand Collaboration Lessons, and AI Readiness” สะท้อนให้เห็นว่าในด้านหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจทำให้องค์กรระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง ความต้องการด้าน Digital, Software, Data Center, Cloud และ AI ยังคงเดินหน้าต่อ
สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจึงอาจไม่ใช่คำถามว่า “องค์กรจะลงทุน Technology หรือไม่” แต่เป็น “Technology แบบไหนที่องค์กรยังเลือกลงทุน และต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากแค่ไหน”
เมื่อมองจากสัญญาณที่เกิดขึ้นในตลาด ตั้งแต่การปรับงบประมาณ IT, Legacy Modernization, การแข่งขันของ Cloud, Enterprise AI ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของ Technology Buyer เราเห็น 3 Movement สำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของตลาด Software ไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
Movement 01:
Economics of Technology กำลังเปลี่ยน
Technology Budget ไม่ได้หายไป แต่ทุกการลงทุนต้องพิสูจน์ Value มากขึ้น
เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ Growth มีข้อจำกัดมากขึ้น โดยประมาณการ GDP ปี 2026 ถูกปรับลดจาก 1.6% เหลือ 1.5% ก่อนคาดว่าจะฟื้นตัวบางส่วนสู่ 2.0% ในปี 2027 ขณะที่ GDP ปี 2025 อยู่ที่ 2.4%
(Source: Bank of Thailand, Forecast Summary, 29 April 2026; Office of the National Economic and Social Development Council (NESDC).

ตัวเลขนี้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า ธุรกิจไทยกำลังต้องวางแผน Technology Investment ภายใต้ Environment ที่ Growth ต่ำลงและความไม่แน่นอนสูงขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงกดดันทางเศรษฐกิจไม่ได้ทำให้ Technology Investment หยุดลง เพียงแต่กำลังเปลี่ยนเหตุผลของการลงทุน
จากการลงทุนเพื่อเพิ่ม Capability ใหม่เพียงอย่างเดียว องค์กรเริ่มให้น้ำหนักกับโครงการที่สามารถ ลด Cost เพิ่ม Productivity สร้าง Operational Efficiency และตอบโจทย์ Compliance ได้ชัดเจนขึ้น
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่ยุคของ IT Spending Reduction แต่เป็นยุคของ Selective Technology Investment – ทุกบาทที่ลงทุนใน Technology จะถูกถามถึง Business Value มากกว่าเดิม
AI กำลังเปลี่ยน Economics ของธุรกิจ Software ไปพร้อมกัน
อีกแรงหนึ่งที่กำลังเข้ามาเปลี่ยน Economics ของตลาดคือ AI
AI สามารถช่วยให้หลายขั้นตอนของ Software Development เร็วขึ้น ตั้งแต่ Coding, Testing, Documentation ไปจนถึง Automation ของงานที่เคยต้องใช้คนจำนวนมาก
เมื่อ Productivity เพิ่มขึ้น ความคาดหวังของลูกค้าก็เปลี่ยนตาม Project ต้องเร็วขึ้น และ Cost ควรลดลง
สิ่งนี้จะสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อ Software Development และ System Integration ที่สร้างรายได้จาก Manday หรือ Implementation เป็นหลัก
แต่ไม่ได้หมายความว่า Value ของ Technology Service จะลดลงทั้งหมด
ในทางกลับกัน Value กำลังย้ายจาก “จำนวนคนที่ใช้ในการทำงาน” ไปสู่ “ความเชี่ยวชาญที่ใช้ในการออกแบบและตัดสินใจ”
Architecture, Consulting, Industry Expertise, AI Integration และ Managed Services จึงมีแนวโน้มสำคัญมากขึ้น
กล่าวอีกแบบคือ
AI อาจลด Value ของ Execution บางประเภท แต่กำลังเพิ่ม Value ของ Expertise
นี่คือการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เพราะในอนาคตลูกค้าอาจไม่ได้จ่ายมากขึ้นเพราะ Technology Project ต้องใช้คนมาก แต่จะยอมลงทุนกับ Partner ที่สามารถช่วยให้ตัดสินใจได้ถูก ลดความซับซ้อน และสร้าง Business Outcome ได้เร็วกว่า
Movement 02:
Technology Foundation ต้องเปลี่ยน เพื่อรองรับธุรกิจในอนาคต
Legacy ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะเก่า แต่เป็นปัญหาเมื่อไม่สามารถรองรับสิ่งที่ธุรกิจกำลังจะทำ
องค์กรไทยจำนวนมากยังดำเนินธุรกิจอยู่บนระบบที่พัฒนามาหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็น Mainframe, AS400 รวมถึง Application ที่พัฒนาด้วย COBOL หรือ RPG
การมี Legacy System ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจำเป็นต้อง Replace ระบบเหล่านั้นทั้งหมด เพราะหลายระบบยังคงมีเสถียรภาพและรองรับ Mission-critical Process ได้ดี
แต่ Environment รอบระบบเหล่านี้กำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น
ธุรกิจต้องการเชื่อมต่อผ่าน API
ต้องการ Real-time Data
ต้องการ Digital Service ใหม่
ต้องเชื่อมต่อกับ Cloud
และกำลังต้องการนำ AI เข้าไปทำงานร่วมกับ Business Process
ดังนั้นแรงผลักดันของ Modernization รอบต่อไปอาจไม่ได้มาจากคำถามว่า “ระบบเก่าแค่ไหน”
แต่มาจากคำถามว่า
“Architecture ปัจจุบันยังรองรับสิ่งที่ธุรกิจต้องการทำต่อไปได้หรือไม่?”
และ AI อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญของ Modernization Wave รอบใหม่
เพราะ AI ต้องการ Data ที่เข้าถึงได้ Application ที่เชื่อมต่อกัน และ Infrastructure ที่รองรับการประมวลผลในรูปแบบใหม่
Modernization จึงต้องขยับจากการ Replace System แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ไปสู่การคิดในระดับ Architecture ว่า ส่วนไหนควรเก็บ ส่วนไหนควรเปิด ส่วนไหนควร Modernize และส่วนไหนต้องสร้างใหม่
Cloud มีทางเลือกมากขึ้น แต่ Technology Decision ไม่ได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน Cloud Market ในประเทศไทยก็กำลังแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของ Chinese Cloud ที่เพิ่มทางเลือกและสร้างแรงกดดันด้านราคาให้กับตลาด
แต่ราคาจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจ
สำหรับ Financial Services และธุรกิจที่อยู่ภายใต้ Regulation เรื่อง Data Residency, Local Hosting, Security และ Compliance ยังคงมีความสำคัญ
นั่นหมายความว่า Cloud Strategy ในอนาคตอาจต้องพิจารณาอย่างน้อยสามมิติพร้อมกัน
Cost × Performance × Governance
บาง Workload อาจเหมาะกับ Public Cloud
บางระบบอาจเหมาะกับ Private Cloud
บางข้อมูลอาจจำเป็นต้องอยู่ภายในประเทศ
และบาง Mission-critical Workload อาจยังมีเหตุผลที่จะอยู่บน On-Premise Infrastructure
คำถามสำคัญจึงกำลังเปลี่ยนจาก
“เราควรเลือก Cloud เจ้าไหน?”
ไปเป็น
“Workload นี้ควรอยู่บน Environment แบบใด จึงจะสร้างสมดุลระหว่าง Cost, Performance, Security และ Governance ได้ดีที่สุด?”
Technology Strategy จึงมีแนวโน้มขยับจาก Cloud-first ไปสู่ Workload-first มากขึ้น
AI จะเปลี่ยนจาก Use Case ไปสู่ Architecture
คุณจุ๊บ ดำรงศักดิ์ เล่าว่า มาตรฐานความปลอดภัยเดิมอย่าง NIST SP 800-207 แก้โจทย์เรื่อง “ใครเข้าถึงระบบ” ได้ดี
ในช่วง 2025 – 2026 Enterprise AI เริ่มขยับจากการทดลองไปสู่การใช้งานในกระบวนการทำงานจริงมากขึ้น
Use Case ที่เห็นชัดเกิดขึ้นทั้งด้าน Automation เช่น Intelligent Document Processing และ Workflow Automation รวมถึง Analytics ที่ใช้ Machine Learning และ Data เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
แต่ Phase ต่อไปของ AI จะซับซ้อนกว่าเดิม
เพราะเมื่อ AI เข้าไปอยู่ใน Core Business Process องค์กรจะไม่ได้ต้องคิดเพียงว่า Model ใดดีที่สุด แต่ต้องคิดถึง Environment ทั้งหมดที่อยู่รอบ AI
Data พร้อมหรือไม่
Application เชื่อมต่อกันหรือไม่
Infrastructure รองรับหรือไม่
ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลอะไร
AI สามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง
และเมื่อเกิดความผิดพลาด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่
เรื่อง Data Privacy, PDPA, Security, AI Governance และ Traceability จึงไม่ควรเป็น Layer ที่นำมาใส่ภายหลัง แต่ต้องถูกคิดไปพร้อมกับ Architecture ตั้งแต่ต้น
นี่ทำให้ AI Adoption รอบต่อไปอาจไม่ได้เป็นเพียง AI Transformation
แต่เป็น Architecture Transformation ที่มี AI เป็นตัวเร่ง
องค์กรที่สร้าง Foundation เหล่านี้ได้ก่อน จะมีโอกาส Scale AI จาก Use Case ไปสู่ Enterprise Operation ได้เร็วกว่าการเริ่มต้น AI Project ใหม่เป็นรายโครงการ
Movement 03:
Technology Decision กำลังย้ายเข้าใกล้ Business
เมื่อ Buyer เปลี่ยน ภาษาของ Technology ก็ต้องเปลี่ยน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ Software Market อาจไม่ได้เกิดจาก Technology โดยตรง แต่เกิดจาก คนที่มีบทบาทในการตัดสินใจซื้อ Technology
ในอดีต Software Vendor และ Technology Provider มักเริ่มต้นการพูดคุยกับ IT Manager, IT Director หรือ CIO
แต่เมื่อ Technology เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Revenue, Cost, Customer Experience, Productivity และ Operation ผู้บริหาร Business Unit และ Line of Business จึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดโจทย์และตัดสินใจมากขึ้น
สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนวิธีที่ Technology ต้องถูกนำเสนอ
Business Leader ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า Software มี Feature อะไร หรือ Architecture ใช้ Technology ตัวใด
แต่เริ่มจากคำถามว่า
ลงทุนเท่าไร?
ลด Cost ได้ตรงไหน?
เพิ่ม Productivity ได้แค่ไหน?
ช่วยให้ธุรกิจเร็วขึ้นอย่างไร?
และจะเห็น Business Impact เมื่อไร?
Technology Provider จึงต้องสามารถพูดได้สองภาษาในเวลาเดียวกัน
ภาษา Technology และภาษา Business
Industry Knowledge กำลังกลายเป็น Technology Capability
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ Technology Investment ในแต่ละ Industry มีโจทย์แตกต่างกันชัดเจนขึ้น
Financial Services ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการลงทุนด้าน IT และ Software สูง โดยมีโจทย์ทั้ง Core Modernization, Data, Security, Compliance และ Operational Resilience
Manufacturing มีโอกาสจาก ERP Modernization, Workflow Automation, IoT, Predictive Maintenance, Traceability และ ESG
Retail & Services ต้องเชื่อมการบริหารหลายสาขา Inventory, Workforce และ Customer Data เข้าด้วยกัน
ขณะที่ Government ยังคงมีการลงทุนด้าน Digital Infrastructure และ AI อย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้สะท้อนว่า Horizontal Technology เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่า “AI ทำอะไรได้?”
แต่ต้องการรู้ว่า
“AI จะลด Fraud ใน Financial Services ได้อย่างไร?”
“จะลด Downtime ใน Manufacturing ได้อย่างไร?”
“หรือจะช่วยบริหาร Inventory และ Customer Experience ใน Retail ได้อย่างไร?”
เมื่อ Technology เข้าถึงได้ง่ายขึ้น Context จะกลายเป็นความแตกต่าง
และ Industry Knowledge จะไม่ได้เป็นเพียงความรู้ประกอบการขาย แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Technology Capability เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ Technology เดียวกันสามารถสร้าง Business Value ที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม
จาก 3 Movements สู่ภาพเดียว: Software Market กำลังเปลี่ยนจาก Product-led สู่ Outcome-led
เมื่อมองทั้งสาม Movement พร้อมกัน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า Technology Trend ใด Trend หนึ่ง
Economics of Technology กำลังเปลี่ยน
องค์กรไม่ได้หยุดลงทุน แต่ทุกการลงทุนต้องพิสูจน์ Business Value มากขึ้น
Technology Foundation ต้องเปลี่ยน เพื่อรองรับธุรกิจในอนาคต
Legacy, Cloud, Data และ AI ไม่สามารถถูกตัดสินใจแยกออกจากกันได้อีกต่อไป
Technology Decision กำลังเข้าใกล้ Business
ทำให้ Business Understanding และ Industry Knowledge มีความสำคัญไม่แพ้ Technical Expertise
ทั้งหมดกำลังพาตลาด Software จากการซื้อ Product และ Technology ไปสู่การลงทุนเพื่อ Business Outcome
Software จะถูกสร้างเร็วขึ้น แต่ Enterprise Architecture จะซับซ้อนขึ้น
AI จะเข้าถึงง่ายขึ้น แต่การ Scale AI ในองค์กรจะยากขึ้น
Cloud จะมีทางเลือกมากขึ้น แต่การเลือก Environment ที่เหมาะสมกับแต่ละ Workload จะสำคัญขึ้น
และเมื่อ Business เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ Technology มากขึ้น ผู้ให้บริการ Technology จะต้องตอบให้ได้มากกว่าว่า “Technology นี้ทำอะไรได้”
แต่ต้องตอบให้ได้ว่า
“Technology อะไรควรอยู่ตรงไหน ควรลงทุนเมื่อไร และจะสร้าง Business Value ได้อย่างไร”
MFEC Outlook: จาก System Integrator สู่ Strategic Technology & AI Enabler
สำหรับ MFEC การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนว่า บทบาทของ System Integrator ในอนาคตจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำ Hardware, Software และ Infrastructure มาเชื่อมต่อกัน
เพราะสิ่งที่องค์กรต้องเชื่อมในวันนี้มีมากกว่านั้น
Business + Industry + Application + Data + AI + Infrastructure + Security + Governance
และในโลกที่ Technology มีทางเลือกมากขึ้น การตัดสินใจกลับยิ่งซับซ้อนขึ้น
องค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ AI ในทุกเรื่อง
ไม่จำเป็นต้องย้ายทุก Workload ขึ้น Cloud
ไม่จำเป็นต้อง Replace ทุก Legacy System
และ Technology ใหม่ที่สุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับธุรกิจที่สุดเสมอไป
บทบาทของ Technology Partner จึงต้องขยับจาก Technology Provider ไปสู่ Technology Orchestrator ที่สามารถมองเห็นภาพรวม เลือก Technology ที่เหมาะสม และเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้ากับ Business Strategy เดียวกัน
นี่คือทิศทางของ MFEC ในการก้าวสู่ AI-Native System Integrator ที่ทำหน้าที่เป็น Strategic Technology & AI Enabler ช่วยให้องค์กรเลือก เชื่อม และใช้ Technology เพื่อสร้าง Business Value ได้อย่างเหมาะสม
ไม่ใช่การพาองค์กรวิ่งตามทุก Technology Wave แต่คือการช่วยให้องค์กรตอบคำถามให้ได้ว่า
Business กำลังจะไปทางไหน
Technology อะไรควรเป็น Foundation
อะไรควรลงทุนวันนี้
อะไรควร Modernize
AI ควรเข้าไปสร้าง Value ตรงไหน
และอะไรควรรอ
เพราะในอนาคต ความได้เปรียบอาจไม่ได้เกิดจากองค์กรที่มี Technology มากที่สุด
แต่เกิดจากองค์กรที่ เลือก Technology ได้ถูก ใช้ได้ถูกจังหวะ และเปลี่ยน Technology Investment ให้กลายเป็น Business Advantage ได้จริง
