นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลคู่ค้า

 

เพื่อให้ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) สามารถดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างท่านได้ กรุณาศึกษานโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้อย่างละเอียด ก่อนที่ท่านจะส่งข้อมูลการเสนอราคาและข้อมูลอื่นให้แก่บริษัท ทั้งนี้ บริษัทรับประกันจะรักษาข้อมูลทั้งหมดตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยโดยสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการประมวลผล

ในระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และการจัดทำสัญญาซื้อขายสินค้าและใช้บริการระหว่างบริษัทและท่านในฐานะคู่ค้า (“คู่ค้า”) บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้า หรือตัวแทนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาของบริษัทของคู่ค้าจากคู่ค้าโดยตรง ตามข้อมูลในใบเสนอราคา การสนทนาหรือการสัมภาษณ์ หรืออาจได้รับจากบุคคลอื่นที่อาจให้คำแนะนำคู่ค้ามา ทั้งนี้ ข้อมูลที่บริษัทมีความจำเป็นต้องประมวลผลในกระบวนการดังกล่าวอาจรวมถึง ข้อมูลดังต่อไปนี้

1. ชื่อนามสกุล ข้อมูลบัตรประจำประชาชนของคู่ค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ผู้รับมอบอำนาจ หรือตัวแทนของคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคล รวมถึงข้อมูลการติดต่อ อาทิ ที่อยู่ สถานที่ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และอาจรวมถึงข้อมูล เอกสารแสดงตัวตนของตัวแทนของคู่ค้าดังกล่าว

2. ข้อมูลการชำระเงินกรณีคู่ค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิเช่น บัญชีธนาคาร ประวัติการเบิกจ่ายเงินต่าง ๆ โดยคู่ค้ารายนั้น

3. ข้อมูลประวัติการทำงาน และแบบประเมินความสามารถและการวัดผลต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอื่นของคู่ค้าซึ่งคู่ค้าอาจนำส่งหรือเปิดเผยให้แก่บริษัท ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่คู่ค้าอาจต้องดำเนินการภายใต้กรอบสัญญาที่มีการลงนามระหว่างบริษัทและคู่ค้า

นอกเหนือจากข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าและ/หรือตัวแทนของคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลแล้ว ในกรณีที่คู่ค้านำส่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เกี่ยว ข้องอื่นภายใต้การคุ้มครองของคู่ค้าให้แก่บริษัท รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงรายชื่อทีมงานหรือพนักงานที่จะขออนุญาตเข้ามาให้บริการและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่คู่ค้ามีหน้าที่ต้องดำเนินการ ภายในพื้นที่ของบริษัท เมื่อได้รับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัทจะถือว่า คู่ค้ารับประกันสิทธิในการส่งต่อและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวให้แก่บริษัท และบริษัทย่อมมีสิทธิในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลเหล่านั้นได้สมบูรณ์ภายใต้นโยบายฉบับนี้

วัตถุประสงค์และระยะเวลาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บ รวบรวม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของคู่ค้า เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

1. การตรวจสอบยืนยันตัวตน รวมถึงความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่คู่ค้าให้แก่บริษัท การประเมินความเหมาะสมของคู่ค้าในงานที่บริษัทต้องการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการติดต่อประสานงานกับคู่ค้าระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จนถึงการจัดทำสัญญาระหว่างคู่ค้าและบริษัท และแม้เป็นกรณีที่คู่ค้าไม่ได้รับการคัดเลือกในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง บริษัทสงวนสิทธิ์ในการเก็บรักษาข้อมูลของคู่ค้าดังกล่าวไว้ต่อเนื่องเพื่อการติดตามตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นระยะเวลา 1 ปีปฏิทินนับจากเสร็จสิ้นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว

2. การปฏิบัติหน้าที่ของบริษัทภายใต้สัญญาที่ลงนามระหว่างคู่ค้ากับบริษัท ได้แก่ การประเมินผลงานและประสิทธิภาพในการทำงานของคู่ค้า เพื่อการคำนวณค่าตอบแทน รวมถึงการปฏิบัติบังคับสิทธิและหน้าที่อื่น ภายใต้สัญญาที่มีการลงนามระหว่างบริษัทและคู่ค้าดังกล่าว ทั้งนี้ ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวอาจรวมถึงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน บุคคลภายใต้สังกัด และผู้ให้บริการภายนอกของคู่ค้า ที่คู่ค้าอาจนำส่งให้แก่บริษัทด้วยทั้งหมด

3. การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของบริษัทโดยเฉพาะการทำบัญชีและชำระภาษี โดยเฉพาะในกรณีของคู่ค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา

4. การคุ้มครองสิทธิประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัท เมื่อต้องดำเนินการบังคับสิทธิต่อคู่ค้าที่อาจปฏิบัติไม่สอดคล้องหรือละเมิดหน้าที่ที่กำหนดไว้ภายใต้สัญญาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้ในการปกป้องสิทธิในการฟ้องร้องคดี

เพื่อวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุไว้ดังกล่าว บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าทั้งหมดที่นำส่งให้แก่บริษัทไว้ ตลอดระยะเวลาสัญญาที่บริษัทอาจมีกับคู่ค้าแต่ละราย นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์ในการปกป้องสิทธิของบริษัทภายใต้สัญญาที่เกี่ยวข้อง บริษัทสงวนสิทธิ์ที่จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของคู่ค้าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมตามกำหนดอายุความ เพื่อการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของบริษัทในกรณีเกิดข้อพิพาทต่าง ๆ ตามระยะเวลาอายุความที่ตามกฎหมายทั่วไปสูงสุด 10 ปี และในกรณีที่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายในการประมวลผลข้อมูล บริษัทมีความจำเป็นต้องรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าไว้ตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนด

การเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้า

ในกรณีที่จำเป็น บริษัทอาจต้องเปิดเผยและ/หรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าให้แก่บุคคลภายนอก ได้แก่ (1) เปิดเผยให้แก่ลูกค้า หรือคู่ค้าอื่น ๆ ของบริษัท ซึ่งบริษัทมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคู่ค้าเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ และการให้บริการแก่ลูกค้าหรือคู่ค้าดังกล่าว รวมถึง ผู้ให้บริการภายนอกของบริษัท รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง บริษัทในเครือ บริษัทที่ปรึกษา หรือบริษัทตรวจสอบบัญชี เป็นต้น ที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทให้ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบริษัท โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการงานที่จัดซื้อจัดจ้างคู่ค้า โดยบริษัทจะดำเนินการดังกล่าว บนหลักการเท่าที่จำเป็น ภายใต้กรอบข้อตกลงสัญญาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างบริษัทและบุคคลภายนอกดังกล่าวเท่านั้น และ (2) เปิดเผยตามหน้าที่ที่บริษัทมีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แก่หน่วยงานราชการ หรือเป็นการเปิดเผยกรณีที่บริษัท อยู่ภายใต้บังคับคำพิพากษา หรือตามคำสั่งของหน่วยงานราชการให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยบริษัทจะดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็นตามหน้าที่เท่านั้น

สิทธิของคู่ค้าในฐานะเจ้าของข้อมูล

บริษัทเคารพสิทธิของคู่ค้า ในฐานะเจ้าของข้อมูลภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคู่ค้าสามารถติดต่อบริษัทเพื่อขอใช้สิทธิของคู่ค้า ซึ่งได้แก่ สิทธิเพิกถอนความยินยอม สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง สิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่บริษัททำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น สิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิขอให้ลบหรือทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้เมื่อข้อ มูลนั้นหมดความจำเป็น สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือสิทธิในการร้องเรียนกรณีเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยติดต่อมาที่: 02 821 7999  หรือ อีเมล: dpo@mfec.co.th