ส่องธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่าน“TARAD.com”  “เอ็นโซโก้” ปิดกิจการ…ไม่สะเทือน สารพัดปัจจัย…หนุนตลาดออนไลน์โต

ส่องธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่าน“TARAD.com” “เอ็นโซโก้” ปิดกิจการ…ไม่สะเทือน สารพัดปัจจัย…หนุนตลาดออนไลน์โต

การประกาศปิดกิจการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของเอ็นโซโก้ “ Ensogo” เว็บไซต์ขายดีลส่วนลดสินค้าและบริการชื่อดังเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากจะ “ช็อค” ความรู้สึกของผู้ใช้บริการแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอ็นโซโก้และกรณีนี้จะกระทบกับธุรกิจตลาดออนไลน์ในบ้านเราอย่างไร

“ภาวุธ พงษ์วิทยานุ” หรือ “คุณป้อม” กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “TARAD.com”  ซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) มาอย่างยาวนานเล่าว่ากรณีการปิดกิจการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยของเอ็นโซโก้ เป็นกรณีที่ไม่ปกติ แต่เป็นเรื่องของทิศทาง หรือ Direction ของธุรกิจ และการบริหารงานภายในองค์กร

โดยเอ็นโซโก้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศออสเตรเลียแต่ด้วยทิศทางธุรกิจที่ทำคือ คือการซื้อขายดีลสินค้าและบริการ ไม่ได้เติบโตมากเท่าที่ควร ส่งผลให้นักลงทุนอาจจะเปลี่ยนใจ ไม่ลงทุนต่อ

แต่อีกปัจจัยที่สำคัญคือ การแข่งขันของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้รุนแรงขึ้น ตั้งแต่เว็บไซต์ ลาซาด้า “Lazada” ถูกอะลีบาบา “ Alibaba” เทคโอเวอร์กิจการ ซึ่ง Alibaba มีเม็ดเงินมหาศาลในการลงทุนและขยายกิจการ คนที่จะเข้ามาก็ต้องคิดว่าจะสู้กับลาซาด้าอย่างไร ด้วยเหตุผลนี้ทำให้นักลงทุนคิดจะถอยออกมา

“ เอ็นโซโก้ปิดกิจการ ไม่ใช่เพราะธุรกิจไปไม่ได้ ธุรกิจไปได้ แต่ว่าการแข่งขันมันสูงขึ้นจริงๆ เพราะอย่างเอ็นโซโก้อยู่ในธุรกิจดีล อยู่ในตลาดมา 5 ปี แต่การการเติบโตเริ่มตกลง ที่ผ่านมาเอ็นโซโก้ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจ เปลี่ยนจากการขายดีลอย่างเดียว มาเป็นขายของ ขยับจากขายดีล มาเป็น “Market place” แน่นอนว่า พอเป็น market place  ก็ต้องวิ่งมาชนกับลาซาด้า และ   ตลาดดอทคอม  ยิ่งทำให้การแข่งขันท้าทายมากขึ้น  นักลงทุนจึงมองว่าโอกาสอาจจะไม่ดี เลยหลบดีกว่า”

 IMG_3528

เอ็นโซโก้ปิด…ไม่กระทบตลาดออนไลน์

สำหรับกรณีที่มีความกังวลว่า หลังเกิดกรณีเอ็นโซโก้  จะกระทบกับความเชื่อมั่นของลูกค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ใช้บริการซื้อขายสินค้านั้น  “คุณป้อม” ยืนยันว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์  และไม่กระทบกับยอดขายของตลาดดอทคอม  เพราะกรณีของเอ็นโซโก้ เป็นเพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น  กลุ่มเอ็นโซโก้เป็นกลุ่มที่ขายดีลเป็นหลัก ยอดขายของเขากว่า 80% เป็นดีล ส่วนอีก 20% เป็นสินค้า

“แม้จะเกิดกรณีเอ็นโซโก้  คนซื้อก็ยังต้องซื้อสินค้าอยู่ดี  หากเจอของออนไลน์ถูกกว่า  ต้องเข้าใจว่าจุดที่ทำให้คนซื้อสินค้าออนไลน์ คือเรื่องราคา และความหลากหลาย  ทุกวันนี้หากคนอยากซื้ออะไร หาอะไร จะใช้ช่องทางออนไลน์ เพราะมีความหลากหลายมากกว่า”

จากกรณีที่เกิดขึ้นกับเอ็นโซโก้ ทำให้เกิดคำถามว่า จะเกิดสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ กับเว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมการซื้อขายสินค้าออนไลน์รายอื่นๆหรือไม่ ซึ่งในส่วนของเว็บไซต์TARAD.comนั้น คุณป้อมบอกว่า

“ เราไม่ได้ชนตรงๆ กับลาซาด้า เพราะด้วยเม็ดเงินเราไม่ได้มีมากมายเหมือนเขา การสู้กับลาซาด้า เราจึงต้องสู้ในทางที่เราถนัด และแข็งกว่า อย่างลาซาด้าจะเน้นเรื่องช็อปปิ้งเป็นหลัก  แต่เราไม่ได้เน้นไปทางนั้นจ๋า แต่เน้นเรื่องอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก  ให้ธุรกิจเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ได้ ตลาดดอทคอมจะมี 2 ส่วนคือคนที่อยากจะช็อปปิ้ง ก็เข้ามาที่ตลาดดอทคอมได้ หรือ คนที่อยากจะสร้างหน้าร้านออนไลน์ หรือเปิดธุรกิจออนไลน์ ก็มาใช้ตลาดดอทคอมได้”

ขณะที่เว็บไซต์ลาซาด้า  เป็นลักษณะ “ช็อปปิ้งมอล” สินค้าทุกอย่างจะอยู่ภายใต้แบรนด์ลาซาด้าหมด แต่ของตลาดดอทคอมไม่ใช่แบบนั้น ร้านค้าที่เข้ามาขายใช้แบรนด์ของตัวเอง อีกทั้งยังสามารถสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงได้ เพราะเรามองว่าคนไทยยังต้องการการซื้อขายที่สามารถเจอกับคนขายอยู่ แต่ลาซาด้าจะไม่ให้คนขายเจอกับลูกค้าโดยตรงเลย ทำให้การบริการจัดการจะมีปัญหามากกว่า

อีคอมเมิร์ซเมืองไทยรุ่ง … เติบโตปีละ20-25%

สำหรับภาพรวมธุรกิจซื้อขายออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซในเมืองไทยปัจจุบัน  ยังมีการเติบโตในระดับสูง เฉลี่ยปีละ 20-25%  หากคิดรวมมูลค่าการซื้อขายรวมทุกอุตสาหกรรม ทุกเซ็คเม้นท์ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท แยกเป็นตลาดกลุ่มรีเทล หรือค้าปลีกประมาณ  4 แสนล้านบาท  ซึ่งมีการเติบโตในทุกๆ จุด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวเติบโตมาก เพราะประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตามกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  คือ กลุ่มธุรกิจ  หรือ B2B  มีมูลค่าการซื้อขายต่อปีประมาณ 1.2 ล้านล้าน เพราะเป็นการซื้อขายล็อตใหญ่ มูลค่าการซื้อขายต่อครั้งสูงหลายล้านบาท

ปัจจัยที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเมืองไทยมีการเติบโตนั้น  มาจากหลายปัจจัย ทั้ง มาจากระบบการชำระเงินของประเทศที่ดีขึ้น  ระบบขนส่งที่ดีขึ้น  แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้มีการเติบโตจริงๆ   คือการใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น   โดยปัจจุบันคนใช้อินเตอร์เน็ตคิดเป็นกว่า 50% แล้ว   โดยเฉพาะการใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้ง 3 จี และ 4 ปี  รวมถึงการใช้เฟซบุ๊ค ที่มีคนไทยเข้าใช้ถึง  41 ล้านคน  ปัจจัยเหล่านี้คือตัวกระตุ้นตลาดอีคอมเมิร์ซ ทำให้การค้าขายออนไลน์เติบโตขึ้นมาก

“ ปีนี้ก็ยังมองว่ามีการเติบโตในระดับ 20-25% อยู่ เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยลบที่จะทำให้การเติบโตลดลง มีแต่ปัจจัยบวกที่จะทำให้การทำธุรกิจนี้เติบโตมากขึ้น ทั้งอัตราการใช้อินเตอร์เน็ต รวมถึงนโยบายอีเพย์เม้นท์ หรือพร้อมเพย์ของรัฐบาล ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนตลาดบ้านเรา ทำให้เกิดธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า การเข้าถึงง่ายกว่า เพราะใช้แค่เบอร์โทรศัพท์ เลขบัตรประชาชนก็สามารถโอนเงินได้  ซึ่งเรื่องอีเพย์เม้นท์นี้ ผู้ประกอบการอย่างเรา Happy  เพราะการไม่มีค่าธรรมเนียมในการใช้จ่ายผ่านบัตร  จะช่วยหนุนยอดขายได้เยอะทีเดียว”

มุ่งขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคซีแอลเอ็มวี

ในส่วนของตลาดดอทคอม นอกจากจะต้องเตรียมตัวรับกับนโยบายอีเพย์เม้นท์ของรัฐบาลแล้ว คุณป้อมยังบอกอีกว่า มีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจออกไปยังต่างจังหวัด และขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ โดยเน้นที่กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม  เริ่มต้นได้เข้าไปศึกษาโอกาสการลงทุนที่ลาวและพม่าแล้ว ประเทศเหล่านี้น่าสนใจ เพราะมีระบบ 3 จี และ 4 จีรองรับแล้ว  โดยจะเริ่มที่เมียนมาร์ก่อน  ส่วนประเทศลาวปลายปีอาจจะได้เห็น

สำหรับการขยายธุรกิจในต่างจังหวัดนั้น ปัจจุบันตลาดดอทคอมได้มีสาขาที่เชียงใหม่แล้ว  ต่อไปจะขยายไปจังหวัดใหญ่ๆ ในทางภาคอีสานและภาคใต้  ตลาดต่างจังหวัดเป็นสิ่งที่เราต้องไป  เพราะมีดีมานด์สูงมาก  อีกทั้งยังไม่ค่อยมีคนไปทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในต่างจังหวัด

นอกจากการขยายธุรกิจออกไปยังต่างจังหวัดและต่างประเทศแล้ว  คุณป้อมบอกอีกว่า มีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำตลาดดอทคอมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2020 เพื่อระดมทุนมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

Leave a Reply

Your email address will not be published.

20 − 3 =