ปลูกไอเดียในเพจแห่งการทดลอง

ปลูกไอเดียในเพจแห่งการทดลอง

ปรากฏชื่อผ่านตาเพียงไม่กี่เดือนและด้วยความเก๋ของคอนเทนท์ ทำให้ “Olive Creative Laboratory” กลายเป็นแฟนเพจที่ถูกอกถูกใจ เหล่าฮิปเตอร์หนุ่มสาวกันแบบโฟร์ๆและด้วยความแตกต่างแบบสุดโต่งเราจึงได้มาพูดคุยถึงวิธีคิดในการทำเพจของพวกเขาทั้ง 4 คน

เฟิร์ส-นวรุจ จินดานุรักษ์ แต้-จุฑาภัทร บันไดเพชร โบว์-มนวดี ศิริเปรมฤดี และปุ้ย-สิริลักษณ์ ศรีจันดา คือกลุ่มเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการทำเก๋ เปิดคลาสเรียนเวิร์คช็อปแบบโซเชียลให้กับคนเมือง ทำนองเชื้อเชิญผู้คนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน มารวมตัวกันเรียนรู้และทำอะไรสนุกๆ ในห้องทดลองศิลปะหลากแขนงของพวกเขา ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในเวิ้งโบราณย่านเอกมัย

คลาสเรียนเวิร์คช็อปของ “Olive Creative Laboratory” เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจดีๆ ที่อยากทำเพจเพื่อเชิญคนเข้าห้องทดลองทำงานศิลปะต่างๆ นานา ซึ่งหลังจากเปิดมาได้ไม่นานคลาสเรียนของที่นี่ก็ถูกบอกกันปากต่อปากจนที่นั่งในคลาสเต็มแบบสายฟ้าแลบ เสมือนห้องเรียนที่คอยผลิตรอยยิ้มให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ เราจึงอยากเริ่มสนทนาถึงไอเดียสุดพีคของพวกเขาทั้ง 4 แบบง่ายๆ ว่าพวกเขาคิดและเอาวิธีการสุดครีเอทีฟอย่างการสร้างแฟนเพจ เพื่อเป็นช่องทางเชื่อมไปสู่การทำเวิร์คช็อปได้อย่างไร ซึ่งสาวคนสวยอย่างปุ้ย-สิริลักษณ์ อาสาพาเข้าไปทำความรู้จักในห้องทดลองของพวกเขาซึ่งฟังจากที่เธอเล่าว่าเริ่มจากอยากสร้างห้องทดลองทางไอเดียก็น่าสนุกแล้ว

“คือไอเดียนี้มันเริ่มมาจากว่าทางเราเองอยากสร้างเพจคอนเทนท์ออนไลน์เป็นเหมือนข้อมูลให้ความรู้กับคนที่สนใจในเรื่องศิลปะและงานคราฟท์ คล้ายกับแหล่งเรียนรู้ในโซเชียลมีเดียซึ่งเราเองก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของเทรนด์อะไรใหม่ๆ มาเขียนให้ความรู้ นั่นคือความตั้งใจแรกของพวกเรา ซึ่งต่อมามันสามารถต่อยอด โดยการนำพาผู้คนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน มารวมกันในโลกออฟไลน์ในห้องเรียนรู้ของเรา มีคนสนใจอยากทดลอง ก็เลยเกิดเป็นคลาสเรียนเวิร์คช็อปเพื่อเป็นสถานที่ทดลองในเรื่องศิลปะแขนงต่างๆ กับเรา”

เมื่อเชื่อในเรื่องของแรงบันดาลใจใหม่ๆ ว่าสามารถสร้างความหลงใหล ห้องเรียนของพวกเขาจึงกลายเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้คนที่สนใจเรื่องต่างๆ ในแฟนเพจมาลองผิดลองถูกกัน ซึ่งมีคลาสเรียนให้เลือกมากมาย อาทิคลาสดริปกาแฟ คลาสเขียนตัวอักษร Calligraphy คลาสออกแบบคาแร็คเตอร์สุดคูลด้วยลายเส้น  วาดรูปเบเกอรี่ด้วยสีไม้ฯลฯ ซึ่งแต่ละคลาสเรียนนั้นๆ จะมีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาสอนอย่างใกล้ชิด

 “ห้องทดลองทางไอเดียของเรา จะเลือกสิ่งที่เป็นเทรนด์และน่าสนใจ ซึ่งหลายเวิร์คช็อปเราเปิดสอนเป็นที่แรก อย่างเช่นการพับกระดาษสามมิติ ร้อยมาลัย ถ่ายภาพด้วยมือถือ ซึ่งเราเองก็จะหาคนที่เจ๋งในเรื่องนั้นๆ มาสอน ส่วนพวกเราก็จะคอยเป็นลูกมือ ซึ่งทุกคลาสที่ถูกคิดขึ้นมามันเป็นเรื่องที่คนเริ่มจากศูนย์ก็สามารถทำออกมาได้ดี และนอกจากได้มาฝึกตัวเอง ได้มาผ่อนคลายแล้วนั้น หลังจากที่เรียนจบนักทดลองของเราในแต่ละคลาสก็จะต่อยอดของเขาเอง มีบ่อยที่เอาผลงานของตัวเองมาโพสให้คนในเพจดู ซึ่งมันยิ่งทำให้ความตั้งใจของเพจ Olive Creative Laboratory ชัดเจนขึ้น การสร้างคอมมูนิตี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการมาเวิร์คช็อปแล้วจบๆ ไป แต่เป็นเหมือนการได้กลับมาแชร์ความสุขลงบนเพจ”

สาวสวยยิ้มหวานยังเล่าต่ออีกว่าพวกเธอเองคงคล้ายกับแฟนเพจที่เป็นเหมือนแปลงเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ทางไอเดีย ซึ่งไม่มีวันที่จะหยุดหว่านเมล็ดความคิดลงไปในนั้น ซึ่งหลังจากที่ทำเพจมาได้ระยะหนึ่งสาวสวยเล่าให้ฟังว่า แฟนเพจของพวกเขาเกิดมาในยุคที่มีข้อจำกัดมากมายเกิดขึ้นบนเฟสบุ๊ค แม้ยอดไลค์จะไม่ได้ก้าวกระโดดแบบแฟนเพจอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเพจให้ความรู้ที่กำลังเติบโตแบบช้าๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แอดมินทั้งหมดต้องการ เพราะสำหรับพวกเขาการโตช้าเป็นเรื่องของคุณภาพ และสุดท้ายผู้คนจะจดจำได้ไม่ลืม เกิดเป็นความผูกพันกลายเป็นคอมมูนิตี้ของเด็กแนวในยุคดิจิทัล

“ในเพจเองพวกเราเอง วางแผนหลังบ้านกันหนักมาก ไม่มีวันไหนที่พวกเราจะหยุดคิดเลย คือด้วยความที่เป็นเพจที่ต่อยอดมาเป็นคลาสเรียนได้ นอกจากการที่คนสนใจเนื้อหาของเราแล้ว ถ้าเขาตั้งใจมาเรียนรู้กับเราจริงๆ เราก็อยากให้คนที่มาได้มีเสียงหัวเราะ เราอยากให้มันเป็นสถานที่ที่สนุก และเราเองก็ตั้งใจทำให้เป็นแบบนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เป็นเพจ จนมีคนเดินเข้ามาเวิร์คช็อปกับเราจริงๆ ซึ่งเวลาเราโพสอะไรลงไปทุกอย่างมีจุดประสงค์หมด เราอยากให้ความรู้ เราอยากให้เห็นว่าไอ้ศิลปะที่เห็นกันว่ายาก จริงๆ เราเองก็ทำได้และไม่ยากด้วย”

สุดท้ายหนึ่งในแอดมินเพจของ Olive Creative Laboratory ได้บอกกับเราว่า

“คงไม่ขอฝากอะไรมาก แต่เราอยากบอกว่าสิ่งที่ทำกัน เราอยากให้มันเกิดประโยชน์เหมือนเป็นตัวขับเคลื่อนให้สังคมดีขึ้น มาทดลองทำงานศิลปะ มาฝึกสมาธิใช้ชีวิตแบบช้าๆ กันดู แล้วเอาสิ่งที่ได้จากที่นี่ไปส่งต่อให้คนอื่นด้วย”

ถ้าอยากรู้ว่าห้องทดลองของพวกเขาคูลแค่ไหนก็ลองกดเข้าไปดูในแฟนเพจได้เลย นอกจากนั้นอีกไม่นานทางเพจเองจะปรับตัวเองให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ บล็อกเกอร์ที่จะมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้ความรู้แบบเป็นหมวดหมู่ ซึ่งก็น่าสนใจไม่น้อยถ้าหากทางเพจจับเอาบล็อกเกอร์มารวมไว้ในเฟสบุ๊คได้สำเร็จ คงเป็นอะไรที่น่าติดตาม ซึ่ง ณ เวลานี้ทางเฟสบุ๊คเองก็เริ่มที่จะปล่อยฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Facebook Instant Articles  ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่จะทำให้การอ่านบทความง่ายขึ้นได้บนแฟนเพจ

Leave a Reply

Your email address will not be published.

seven − 7 =