ชำแหละ…แนวคิดผู้สร้าง Drivebot  นวัตกรรมเช็ครถแบบเรียวไทม์

ชำแหละ…แนวคิดผู้สร้าง Drivebot นวัตกรรมเช็ครถแบบเรียวไทม์

ชายหนุ่มเบื้องหน้าของเราคือ ณัฐ วินิจธรรมกุล หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทไดรฟ์บอท จำกัด สตาร์ทอัพหน้าใหม่ผู้ผลิตอุปกรณ์ช่วยสอดส่องดูแลรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน หนุ่มแว่น ใบหน้าเกลี้ยงเกลาน้ำเสียงสุภาพจริงจัง แม้จะมีประสบการณ์เพียงแค่สามปีในวงการธุรกิจ แต่กลับนำพาไดรฟ์บอทก้าวเดินไปอย่างน่าจับตา ท่ามกลางการพัฒนาในวงการเทคสตาร์ทอัพเมืองไทย ที่ผุดขึ้นมาจนกลายเป็นกระแส “ไม่ง่ายเลยสำหรับกลุ่มคนอายุ 25 ปี ในโลกของธุรกิจ”

สตาร์ทจากความหลงใหล

ณัฐ วินิจธรรมกุล วัย 25 ปี เติบโตและซึมซับความรู้ด้านวงการยานยนต์ผ่านอาชีพของครอบครัวและหนังสือที่คุณพ่อชื่นชอบมาตั้งแต่วัยเด็ก “ทางบ้านผมทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์อยู่แล้ว เริ่มจากสมัยอากงที่เปิดอู่ซ่อมสี ต่อมาคุณพ่อก็สานต่อขยายกิจการเพิ่มเติมทั้งอู่ซ่อมและโชว์รูม สมัยเด็กๆ จำได้แม่น พ่อชอบซื้อหนังสือรถยนต์มาอ่านประจำ จนทุกวันที่ท่านเลิกซื้อไปแล้วกลายเป็นผมเองที่ซื้อมาอ่านแทน เรื่องราวเหล่านี้มันมีอิทธิพลและเป็นส่วนสำคัญให้เราสะสมความรู้ สร้างความหลงใหลในรถยนต์โดยไม่รู้ตัว”

หลังเรียนจบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ณัฐตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่สาขาวิชาการออกแบบและการผลิตยานยนต์ หลักสูตรนานาชาติ (automotive design and manufacturing engineering) คณะวิศวะกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และด้วยจุดเด่นทักษะความรู้ด้านยานยนต์หลังเรียนจบปริญาตรี ในราวปี พ.ศ. 2557  ณัฐถูกพรรคพวกชักชวนให้เริ่มต้นธุรกิจ โดยมองเห็นโอกาสและเม็ดเงินจากการขายไอเดีย ซึ่งเป็นเทรนด์ของสตาร์ทอัพในโลกยุคปัจจุบัน  “Drivebot เริ่มมาจากกลุ่มเพื่อนวิศวะ 5 คน ที่คิดอยากทำอะไรสักอย่างหลังเรียนจบ เรานั่งคุยกันแล้วเกิดแนวคิดเรื่องอุปกรณ์เชื่อมต่อรถยนต์ ซึ่งตอนนั้นยังฟุ้งๆ อยู่ แต่ตัวไอเดียมันดี จนได้รับการคัดเลือกจากdtac accelerate โครงการที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เสนอไอเดียเข้ามา โดยตลอดระยะเวลาอบรมประมาณ 2 เดือน ทำให้พวกเราได้รับแรงบันดาลใจ มุมมองการคิดของนักบริหารหลากหลายคน จนสามารถกลั่นออกมาเป็นประโยชน์และทำให้ Drivebot กลายเป็นธุรกิจที่เดินต่อไปได้ชัดเจนขึ้น”

ประสบการณ์และแรงบันดาลในช่วงนั้นเป็นรากฐานสำคัญที่มีส่วนช่วยให้ Drivebot ประสบความสำเร็จในก้าวแรกในโลกธุรกิจ โดยณัฐและพวกต่อยอดภาพฝันให้เป็นจริงด้วยวิธีคราวด์ฟันดิง(Crowdfunding) หรือการระดมทุนจากมวลชนผ่านเว็บไซต์ Indiegogo.com เพียงแค่ 6 วัน ก็สามารถหาเงินสนับสนุนได้ถึง 1 ล้านตามเป้าที่ตั้งไว้ในช่วงแรก กระทั่งท้ายที่สุด 90 วันในแคมเปญ สามารถหาเงินสนับสนุนได้มากถึง 3.6 ล้านบาท

Drivebot  เพื่อนของผู้ใช้รถ

Drivebot  เดินหน้าไปอย่างงดงามตามประสบการณ์วัยหนุ่มโดยสามารถผลิตและจัดส่งสินค้าให้กับผู้บริโภคไปแล้วว่า 2,000 ชิ้น ขณะเดียวกันยังมีออเดอร์สั่งซื้อล่าสุดอีกกว่า 1,000 ราย  โดยราคาขายปัจจุบันอยู่ที่ 99.95 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 3,590 บาท ผู้บริหารหนุ่ม อธิบายต่อว่า Drivebot พยายามพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นเสมือนเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้ใช้ คอยดูแลช่วยเหลือและแสดงผลสถานะปัจจุบันของตัวรถอยู่ตลอดเวลาด้วยการเสียบอุปกรณ์ ของ Drivebot เข้าที่พอร์ต OBD-II (On-Board Diagnostic) ใต้พวงมาลัย (ที่มีในรถยนต์รุ่นหลังปี พ.ศ. 2539 แทบทุกรุ่น) และเชื่อมต่อกับเข้ากับสมาร์ทโฟน เท่านี้ก็จะสามารถใช้งานได้แล้ว “เราพัฒนาเพื่อทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่รู้เรื่องรถเท่านั้น เลือกให้ภาษาที่เข้าใจง่าย ความสามารถหลักของมันจะบอกว่า รถคุณมีปัญหาจุดไหน รุนแรงมากน้อยแค่ไหน ทำอะไรกับมันได้บ้าง ต้องจอดรถหรือยังพอไปต่อได้” ซึ่งฟีเจอร์หลักๆ ของ Drivebot ประกอบด้วย

1.การแสดงสถานะของตัวรถยนต์ในชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบเบรก แบตเตอรี่ ระบบควบคุมการขับขี่ ซึ่งในแต่ละส่วนที่ว่ามาจะสามารถดูข้อมูลแบบละเอียดแยกไปได้ด้วย ซึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นกับตัวรถ Drivebot จะแจ้งไปยังสมาร์ทโฟนทันที

2.Trip Log หน่วยความจำในตัวสำหรับเก็บข้อมูลการ แจ้งข้อมูลการใช้น้ำมัน เวลาที่ใช้รถ และระยะเวลาของแต่ละทริป ฟีเจอร์นี้เก็บข้อมูลได้นานสุด 2 เดือน และแอพสามารถ export มาเป็นไฟล์ .CSV ได้

3.การแจ้งเตือน ที่คอยระบุระยะเวลาที่ผู้ใช้ต้องเข้ารับการตรวจสอบสภาพรถยนต์

4.การแสดงข้อมูลที่ลึกขึ้นจากเซนเซอร์รถยนต์ สำหรับผู้ที่อยากรู้จักข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับรถมากขึ้น เช่น อุณหภูมิของอากาศที่เข้าไปภายในเครื่องยนต์ เปอร์เซนต์การทำงานของเครื่อง ตลอดจนองศาการจุดระเบิด

สตาร์ทอัพหนุ่มไฟแรง เปรียบเทคโนโลยีของตัวเองกับ “การทำประกันชีวิต” ที่จะเห็นคุณค่าก็ต่อเมื่อเกิดเหตุร้ายหรือปัญหาขึ้น “เคยมีผู้หญิงรายหนึ่งไม่ทราบว่ารถของตัวเองหม้อน้ำแห้ง เครื่องยนต์ร้อนจัด เจ้าตัวฝืนขับต่อไปจนทำให้จุดอื่นๆ ของเครื่องยนต์เสียหาย กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็น ผมคิดว่า Drivebot แก้ปัญหานี้ได้ มันจะบอกปัญหาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เสมือนกับเราได้ตรวจสุขภาพรถอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญความถูกต้องยังอยู่ในระดับเดียวกับบริษัทรถยนต์ชั้นนำ เนื่องจากทราบความเสียหายของตัวรถจาก พอร์ต OBD-II ซึ่งถูกติดตั้งอยู่กับรถยนต์แทบทุกคันในโลกนี้อยู่แล้ว (รถสัญชาติอเมริกาตั้งแต่ปี 1996 และญี่ปุ่นตั้งแต่ 2000)”

สำหรับโอกาสในการเติบโตของ Drivebot เขามองว่ายังมีอีกมากสำหรับประเทศไทย เมื่อมองจากจำนวนรถยนต์บนท้องถนน และการรับรู้ที่ถือว่ายังน้อยมาก “เป้าหมายของผมขณะนี้คือต้องการสร้างชื่ออย่างกว้างขวางให้กับ Drivebot

Leave a Reply

Your email address will not be published.

fourteen + 20 =