TechFarm นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

TechFarm นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

จากโจทย์ที่ว่า “เราจะแก้ปัญหาสังคมและสร้างความแตกต่างแก่โลกใบนี้ได้อย่างไร” กลายเป็นแรงผลักดันให้วัยรุ่น 3 คน ได้แก่ นนท์-อานนท์ บุณยประเวศ จิ๋ว-มณีรัตน์ ว่องเจริญ และ  เต้-ปริวรรช์ ทองเนื้อสุขเลือกพัฒนาซอร์ฟแวย์และเทคโนโยลีด้านการเกษตร ชื่อน่าสนใจอย่าง “เล่นดินและเล่นน้ำ” ขึ้น โดยหวังเป็นนวัตกรรมช่วยเหลือวงการเกษตรกรรมของไทยและโลกต่อไปในอนาคต

TechFarm  เริ่มจากการรวมตัวเข้าแข่งขันพัฒนาซอร์ฟแวย์ในโครงการ Imagine Cup Thailand 2016  (อิมเมจิ้น คัพ ไทยแลนด์) โจทย์คือ การพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของโลกใบนี้ให้ได้ พวกเรามานั่งตีโจทย์ ถกกันจนได้ข้อสรุปว่า เกษตรกรในบ้านเราและโลกใบนี้มีปัญหาเรื่องดินและน้ำที่กระทบต่อผลผลิตและการลงทุนมหาศาล ก็เลยเกิดเป็น “เล่นดิน” อุปกรณ์ตรวจสอบสภาพดิน และ “เล่นน้ำ” ที่คอยตรวจสภาพน้ำ  สองอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยงจากความเสียหายต่างๆ ลงไปได้มาก”  อานนท์  บุณยประเวศ CEO หนุ่มวัย 22 ปีเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น TechFarm  สตาร์ทอัพที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก

นนท์ ขยายความว่า  ‘เล่นน้ำ’ เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพน้ำสำหรับเกษตรกรที่ต้องการลดความเสี่ยงของปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากน้ำซึ่งไม่เหมาะสมต่อสัตว์ที่เลี้ยงและเพิ่มคุณภาพของผลผลิต โดยอุปกรณ์จะทำการตรวจวัดคุณภาพน้ำตลอดเวลา ส่งข้อมูลขึ้นระบบ Cloud และวิเคราะห์ประมวลผลผ่านแอพพลิเคชั่น ใช้งานง่าย มีการแจ้งเตือนตลอดเวลาเมื่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำไปสู่แนวโน้มไม่ปลอดภัย  ทำให้เกษตรกรสามารถดำเนินการป้องกันได้ทันท่วงที

“ที่ผ่านมาในอดีตเกษตรกรต้องใช้กระดาษลิสมัสและเทอร์โมมิเตอร์ อาศัยกำลังคนถือไปจุ่ม ไม่ไปก็ไม่รู้ แต่ ‘เล่นน้ำ’ ของเราเป็นออโตเมติกที่ลอยอยู่บนน้ำ ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยแผงโซล่าเซลล์ที่ติดอยู่ด้านบนอุปกรณ์ การทำงานของมันเปรียบเสมือนปากกาด้ามหนึ่ง จุ่มลงไปในน้ำ เราจะรู้คุณภาพของน้ำได้ทันที ทั้งค่าพีเอช อุณหภูมิ และบอกด้วยว่า คุณภาพน้ำตอนนี้เป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หากเริ่มไม่ปลอดภัยก็จะแจ้งเตือนเกษตรกรผ่านแอพพลิเคชั่นทันที

 “กว่า 80 เปอร์เซนต์ของคนเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้ง ปลา พวกเขาเคยเผชิญกับการที่พวกมันตายทั้งบ่อมาแล้ว นักธุรกิจประเภทนี้ลงทุนเป็นหลักแสน หลักล้านต่อหนึ่งบ่อ เขากำลังมองหาเครื่องมือลดความเสี่ยง และผมคิดว่า เล่นน้ำ มันตอบโจทย์นี้ได้มาก”

ขณะ เล่นดิน เป็นอุปกรณ์ตรวจคุณภาพดิน การทำงานของมันคือ ปักลงไปในดิน โดยจะสามารถวัดคุณสมบัติต่างๆ ทั้ง ธาตุอาหาร(NPK)  ความชื้น อุณหภูมิ ค่าPH ของดินในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช และจะช่วยให้เกษตรกรเข้าใจดินและสามารถคาดการณ์ปัจจัยต่างๆ ได้มากขึ้น โดยมีการแสดงผลผ่านแอพฯ บนสมาร์ทโฟนเช่นเดียวกับ เล่นน้ำ

นนท์ บอกว่า เวลานี้  “เล่นน้ำ”  มีลูกค้าเกษตรกรให้ความสนใจหลายกลุ่มทั้งในไทยและเทศ พวกเขาเริ่มปรับตัวที่จะกล้าทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น  อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือการปรับปรุงอุปกรณ์เพื่อลดระดับต้นทุนให้อยู่ในเรทราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  โดยได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐเข้ามาช่วยวิจัยและพัฒนาแล้ว

“เท่าที่สำรวจและสอบถามเกษตรกร พบว่า มันมีราคาที่พวกเขายอมรับได้ ซึ่งไม่ได้ถูกและแพงเกินไป แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเซนเซอร์ยังมีราคาค่อนข้างแพง เรากำลังพัฒนาให้มันถูกลงเรื่อยๆ ตั้งเป้าหมายไว้ที่เครื่องละหมื่นกว่าบาท โชคดีที่เราได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐในการพัฒนาอุปกรณ์แล้ว เพราะเขาเห็นว่า  เล่นน้ำ  เล่นดิน  ไม่ใช่อุปกรณ์เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันกำลังจะเป็นอุปกรณ์เพื่อโลก”

สำหรับแนวคิดวิธีคิดและสร้างไอเดียของนนท์นั้น ต้องบอกว่า น่าสนใจมาก เมื่อเจ้าตัวเอ่ยปากว่า ผมเลือกมองทุกอย่างในแง่ลบครับ

เขา บอกว่า ในสังคมไทยมักพร่ำสอนกันมาตั้งแต่อดีตว่า อย่ามองโลกในแง่ลบ เลือกที่จะมองในแง่บวกเข้าไว้ แต่สำหรับการหาไอเดีย วิธีคิดแบบสตาร์ทอัพ เราต้องมองโลกในด้านลบ เพื่อให้เห็นถึงปัญหาที่หมายถึงโอกาสในการพัฒนานั่นเอง

“เวลาเห็นปัญหา เราจะพยายามคิดต่อยอดเลยครับว่า มันจะต้องแก้ไขอะไรยังไง แน่นอนว่าแต่ละวันมันมีปัญหาเยอะมากๆ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือ การเอาปัญหานั้นมาพูดคุย แลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่เจอปัญหาเหมือนกันและพยายามหาทางแก้ไข เชื่อเถอะว่า บางสิ่งบางอย่างเราไม่ต้องรอให้ใครมาแก้ เราสามารถแก้ไขเองได้”

ส่วนวิธียกระดับศักยภาพตัวเอง ซีอีโอหนุ่มรายนี้ เลือกพัฒนาจากการแลกเปลี่ยนคลุกคลีกับคนรอบข้างที่มีความสนใจในแบบเดียวกัน โดยเชื่อว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะมีลักษณะนิสัยเหมือนคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด เหมือนที่มีคนบอกเอาไว้ว่า ‘เรามักจะมีค่าเฉลี่ยเท่ากับคนที่เราสนิทด้วยที่สุด 10 คน’

“ผมจะไม่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ไม่อยู่แต่กับอินเตอร์เน็ตและเชื่อมันมากเกินไป แต่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราอยากจะเป็น คลุกคลีกับคนที่ดีกว่าเรา เช่น ผมอยากเรียนรู้กระบวนการสตาร์ทอัพ อยากรู้ว่าเติบโตแบบสตาร์ทอัพเป็นอย่างไร ผมเลยพาตัวเองออกจากบ้านมาอยู่ในสังคมที่เขาเรียนรู้แบบสตาร์ทอัพเพื่อให้ซึมทราบวิธีคิดคนรอบข้างไว้ให้ได้มากที่สุด ลองสังเกตดู ถ้าเราเป็นคนรักการอ่าน คนรอบข้างของเราก็รักการอ่านด้วย เพราะงั้น คุณอยากเป็นยังไงก็ช่วยพาตัวเองเข้าไปในจุดนั้น” นนท์ ทิ้งท้าย

 

TechFarm  กำลังแก้ปัญหาสังคมและสร้างความแตกต่างแก่โลกใบนี้ สิ่งที่พวกเขาทำเป็นนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบในทางที่ดีแก่สังคมและยังสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published.

three × 5 =